Thursday, July 28, 2011

President : Treaty Power

President : Treaty Power

ประธานาธิบดี : อำนาจทำสนธิสัญญา

สนธิสัญญาจะดำเนินการเจรจาภายใต้
การอำนวยการของประธานาธิบดี ในฐานะเป็นประมุขนักการทูตและเป็นประมุขผู้ดำเนินนโยบายต่างประเทศ อำนาจทำสนธิสัญญานี้อยู่ในมาตรา 2 อนุมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐ ฯ ภายใต้ระบบคานและดุลอำนาจกันนั้นประธานาธิบดีสามารถเจรจาสนธิสัญญาได้ แต่ไม่สามารถให้สัตยาบันสนธิสัญญานั้นจนกว่าวุฒิสภาจะให้ความยินยอมด้วยวิธีให้ความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงสองในสาม แนวทางปฏิบัติของประธานาธิบดีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของวุฒิสภาในกระบวนการสนธิสัญญา มีดังต่อไปนี้ คือ (1) โดยทั่ว ๆ ไปนั้น ประธานาธิบดีจะยื่นเสนอสนธิสัญญาต่อวุฒิสภา และจากนั้นไปก็จะให้สัตยาบันสนธิสัญญาหลังจากที่วุฒิสภาให้ความยินยอมแล้ว (2) หากวุฒิสภาคัดค้านต่อสนธิสัญญา ประธานาธิบดีก็อาจจะไม่ยื่นสนธิสัญญานั้นไป แต่จะใช้วิธีปล่อยให้ขาดอายุไปเอง จะไม่ยื่นไปแล้วถูกปฏิเสธจากวุฒิสภากลับมา (3) ภายใต้เงื่อนไขคล้าย ๆ กันนั้นสนธิสัญญาอาจถูกถอนออกจากวุฒิสภาก่อนจะมีการลงคะแนนเสียงก็ได้ (4)หากวุฒิสภาให้ความเห็นชอบในสนธิสัญญาโดยที่มีการแก้ไขโดยวุฒิสภา และหากประธานาธิบดีเห็นว่าเป็นการไม่สมควรที่จะมีการเจรจากันใหม่ ประธานาธิบดีก็จะปฏิเสธการให้สัตยาบันได้ ส่วนขั้นตอนทางเทคนิคในกระบวนการของสนธิสัญญาตั้งแต่ต้นจนจบมีดังนี้ (1) การเจรจา (2) การลงนาม (3) การให้สัตยาบัน (4) การแลกเปลี่ยนสัตยาบันสาร (5) การตีพิมพ์ (6) การประกาศ และ(7) การดำเนินการให้เป็นไปตามสนธิสัญญา

ความ
สำคัญ การที่ประธานาธิบดีได้รับมอบหมายให้ทำหน้าเจรจาสนธิสัญญานั้น ก็เพราะว่าประธานาธิบดีมีทรัพยากรมากมายในฐานะที่เป็นฝ่ายบริหาร และเพราะประธานาธิบดีนี้เองที่รัฐบาลต่างประเทศใช้เป็นช่องทางดำเนินความสัมพันธ์ของตนกับสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตามสภาคองเกรสสามารถใช้มติร่วมชี้นำให้ประธานาธิบดีเจรจาสนธิสัญญา ได้ โดยนัยตรงกันข้าม เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ในสมัยประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) เกี่ยวกับสนธิสัญญาแวร์ซายส์ในวุฒิสภา ประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ จึงได้พยายามให้วุฒิสภาได้เข้ามาร่วมในขบวนการสนธิสัญญาตั้งแต่ในขั้นตอนแรก ๆ เสียเลย ยกตัวอย่างเช่น มีวุฒิสมาชิกจำนวนหนึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนของสหรัฐ ฯ ไปประชุมที่ซานฟานซิสโก และเข้าร่วมเจรจาเกี่ยวกับกฎบัตรสหประชาชาติ วุฒิสมาชิกคนสำคัญ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ วุฒิสมาชิกที่เป็นสมาชิกของคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์จะได้รับรายงานให้ทราบในช่วงที่การเจรจากำลังดำเนินอยู่นั้น ทั้งนี้เพื่อจะได้นำข้อคิดเห็นของวุฒิสภามาพิจารณาก่อนที่จะยื่นเอกสารที่สมบูรณ์แบบให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ประธานาธิบดีในฐานะที่เป็นประมุขของผู้เจรจา หากเห็นว่าวุฒิสภามีแต่คอยขัดขวางก็อาจจะหันไปใช้ทางเลือกอื่น คือ การทำข้อตกลงของฝ่ายบริหารแทนไปเลยก็ได้

Reciprocal Trade Agreement Act of 1934

Reciprocal Trade Agreement Act of 1934

รัฐบัญญัติข้อตกลงทางการค้าต่างตอบแทนปี ค.ศ. 1934

รัฐบัญญัติที่ให้
อำนาจแก่ประธานาธิบดีโดยอิงหลักต่างตอบแทนกับประเทศอื่น ๆ ให้สามารถขึ้นหรือลดภาษีศุลกากรได้จนถึง 50% ของอัตราที่ใช้อยู่นั้น รัฐบัญญัติการค้าต่างตอบแทนกำหนดให้ใช้หลักการ "ชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง(most-favored-nation)" ซึ่งยอมให้การผ่อนปรนตามที่ได้เจรจากับรัฐใดๆที่เข้าร่วมแล้วนั้นมีผลโดย อัตโนมัติกับทุกรัฐที่มีข้อกำหนดว่าด้วย "ชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง" อยู่ในข้อตกลงทางการค้าของรัฐเหล่านี้ด้วย รัฐบัญญัติข้อตกลงทางการค้าต่างตอบแทนฉบับแก้ไขปรับปรุงได้ยินยอมให้ลด เปอร์เซ็นต์พิกัดอัตราภาษีศุลกากรให้ต่ำลงมาได้อีก แต่พวกที่ยึดถือลัทธิปกป้องสินค้าหรืออุตสาหกรรมภายในประเทศ พยายามจะนำระเบียบปฏิบัติว่าด้วยจุดที่ "มีอันตราย(peril-point)" และมาตรา "รอดพ้น(escape-clause"ใส่ไว้ในรัฐบัญญัติด้วย จุดอันตรายที่ว่านี้ ก็คือ ระดับภาษีศุลกากรที่การแข่งขันจากต่างประเทศจะเป็นการคุกคามหรือเป็นอันตรายต่อผู้ผลิตภายในประเทศ หากเกิดเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างนี้ ก็ให้คณะกรรมาธิการภาษีศุลกากรรายงานให้ประธานาธิบดีและสภาคองเกรสได้ทราบ ในกรณีที่มีการใช้แนวปฏิบัติแบบรอดพ้นนั้น ประธานาธิบดีสามารถขึ้นพิกัดภาษีศุลกากรเพื่อให้การคุ้มครองแก่อุตสาหรกรรมที่ได้รับผลกระทบได้

ความสำคัญ
รัฐบัญญัติข้อตกลงทางการค้าต่างตอบแทน ค.ศ.1934 นำมาใช้ช่วงที่เกิดลัทธิชาตินิยมทางเศรษฐกิจที่กระจายอยู่ทั่วโลกในช่วงต้น ที่เกิดการตกต่ำทางเศรษฐกิจทั่วโลก จากการมีรัฐบัญญัติฉบับนี้ได้ส่งผลให้มีการเจรจาลดภาษีศุลกากรต่างตอบแทน โดยได้ทำข้อตกลงของฝ่ายบริหารกับประเทศต่าง ๆ จำนวน 43 ประเทศ รัฐบัญญัติฉบับนี้ซึ่งมีการขยายเวลาในการบังคับใช้ออกไปถึง 11 ครั้ง บางทีก็เรียกกันว่า โครงการข้อตกลงทางการค้าต่างตอบแทนของฮัลล์ ทั้งนี้โดยตั้งชื่อตาม นายคอร์เดลล์ ฮัลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐ ฯ ในระหว่างเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งในตอนนั้นนโยบายทางการค้าระหว่างประเทศเริ่มจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ เน้นการขยายทางการค้า มีรัฐบัญญัติอื่น ๆ อีก 3 ฉบับ คือ (1) รัฐบัญญัติขยายการค้าปี ค.ศ. 1962 (2) รัฐบัญญัติการค้าปี ค.ศ. 1974 และ(3) รัฐบัญญัติข้อตกลงทางการค้าปี ค.ศ. 1979

Secretary of State

Secretary of State

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ผู้บังคับบัญชาสูงสุด
ของกระทรวงการต่างประเทศ และเป็นหัวหน้าที่ปรึกษาของประธานาธิบดีด้านนโยบายต่างประเทศที่ประธานาธิบดีต้องรับผิดชอบในขั้นสุดท้าย ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนี้ได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1789 พร้อมกับที่ได้มีการสถาปนากระทรวงการต่างประเทศ ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีลักษณะเป็นตำแหน่งทางการเมือง และบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งได้รับการคัดเลือกจากประธานาธิบดีโดยตรง การแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็เช่นเดียวกับการแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในระดับสูงอื่น ๆ คือ จะต้องให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบเสียก่อน แต่เนื่องจากความรับผิดชอบในขั้นสุดท้ายทางด้านกิจการต่างประเทศอยู่กับประธานาธิบดีดังนั้นวุฒิสภาจึงไม่ค่อยปฏิเสธการให้ความเห็นชอบ ด้วยเหตุที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งโดยทางการเมือง จึงไม่มีวาระการดำรงตำแหน่งที่กำหนดไว้เป็นการตายตัว แต่จะดำรงตำแหน่งตามแต่ประธานาธิบดีจะเห็นสมควร ความสำคัญของตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเห็นได้จากการอนุมานข้อเท็จจริง คือ จะเป็นรัฐมนตรีที่มีความสำคัญในอันดับต้นๆในหมู่รัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี กับเป็นบุคคลอันดับต้นๆในหมู่เจ้าหน้าที่ที่มิได้มาจากการเลือกตั้งที่จะสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดี

ความสำคัญ
ความสำคัญของตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศนี้จะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนเดียวกับการเกี่ยวข้องของสหรัฐ ฯ ในกิจการระหว่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจะใช้ความสามารถส่วนตัวและใช้กระทรวงต่างประเทศของตนทำการกำหนดผลประโยชน์แห่งชาติอย่างใดอย่างหนึ่ง และจากนั้นก็จะวางโครงการที่จะนำมาใช้เพื่อให้บรรลุผลประโยชน์แห่งชาติที่กำหนดไว้แล้วนั้น ด้วยการเสนอแนะให้มีการใช้การผสมผสานระหว่างการเจรจา การโฆษณาชวนเชื่อ อำนาจทางเศรษฐกิจและกำลังทหาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะมีอิสระในการเป็นผู้กำหนดนโยบายมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับสัมพันธภาพระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับประธานาธิบดีเป็นสำคัญ ประธานาธิบดีบางคน เช่น วูดโวร์ วิลสัน (Woodrow Wilson)และแฟรงกลิน ด. รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt)ทำตัวเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสียเอง ส่วนประธานาธิบดีอื่น ๆ เช่น ดไวท์ ไอเซนฮาว (Dwight Eisenhower)และเจอรัลด์ ฟอร์ด (Gerald Ford)ยอมให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีอิสระในการอำนวยการกิจการต่าง ประเทศของสหรัฐฯกับประชาชาติในโลกได้อย่างเต็มที่

State, Department of


State, Department of

กระทรวงการต่างประเทศ

องค์กรที่ปรึกษาที่สำคัญของประธานาธิบดีใน
กิจการทุกอย่างที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ต่างประเทศ นับตั้งแต่กระทรวงการต่างประเทศนี้ได้รับการก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ. 1789 ก็ได้อยู่ภายใต้การอำนวยการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และทำหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) ให้คำปรึกษาแก่ประธานาธิบดี (2) ริเริ่มและดำเนินนโยบายต่างประเทศ (3) บริหารโครงการต่างประเทศที่ได้รับมอบหมายจากสภาคองเกรส (4) ตรวจสอบนโยบายภายในในส่วนที่จะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (5) ประสานความร่วมมือระหว่างองค์การภาครัฐบาลที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและมี กิจกรรมที่กระทบต่อความสัมพันธ์ต่างประเทศ (6) ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสหรัฐฯกับชาติต่าง ๆ ทั่วโลก โครงสร้างในรูปพีระมิดของกระทรวงการต่างประเทศมีการจัดเป็นหลายระดับลดหลั่นกันดังต่อไปนี้ (1) สำนักรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งรวมทั้งปลัดกระทรวงการต่างประเทศอีกหลายคน (2) ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่กำกับดูและหน่วยงานเฉพาะกิจต่าง ๆ เช่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการทางเศรษฐกิจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ต่างๆ เช่น หน่วยงานกิจการยุโรป เป็นต้น (3) ภารกิจภาคสนามหลายประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภารกิจทางด้านการทูตซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยข้ารัฐการฝ่ายต่างประเทศ นอกจากนี้แล้วก็ยังมีหน่วยงานกึ่งอิสระอีหลายหน่วยงาน เช่น หน่วยงานสันติภาพ(Peace Corps) และองค์การเพื่อพัฒนาระหว่างประเทศ (Agency for International Development=AID) ซึ่งต่างก็อยู่ภายใต้การกำกับทางนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานความร่วมมือพัฒนาระหว่าประเทศ (International Development Cooperation Agency=IDCA)

ความสำคัญ
กระทรวงการต่างประเทศซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานของรัฐบาลกลางที่มีความเก่าแก่มากหน่วยงานหนึ่งนี้ ยังคงสืบสานภารกิจในด้านกิจการระหว่างประเทศที่มีมาแต่เดิมอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยเหตุที่กระทรวงการต่างประเทศนี้มีภารกิจหลักคือการดำเนินการทางด้าน ต่างประเทศ ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับสาธารณชนสหรัฐ ฯ จึงไม่ค่อยมีมากนัก แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการใช้นโยบายบรรจุแต่งตั้งข้ารัฐการกระทรวงนี้โดย ยึดหลัก "ประชาธิปไตย" และยึดหลัก "ความเป็นมืออาชีพ" ก็จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับสาธรณชนสหรัฐ ฯ มีการปรับปรุงดีขึ้น การมีอิสระของกระทรวงการต่างประเทศที่จะดำเนินการพัฒนานโยบายจะมีมากหรือน้อยนั้น มีปัจจัยมาจากลักษณะของระบบการปกครองของสหรัฐฯที่กำหนดให้ประธานาธิบดีมีความรับผิดชอบขั้นสุดท้ายทางด้านกิจการต่างประเทศ เมื่อเป็นเช่นนี้บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศส่วนใหญ่จึงขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีกับบุคคลที่ประธานาธิบดีเลือกสรรให้มาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนี้

Tonkin Gulf Resolution

Tonkin Gulf Resolution

มติอ่าวตังเกี๋ย

มติร่วมปี ค.ศ.
1964 ที่ส่งผลให้สภาคองเกรสให้ความเห็นชอบในเบื้องต้นให้ประธานาธิบดีสามารถ ดำเนินการใช้ "มาตรการที่จำเป็นทั้งปวงในอันที่จะขับไล่กองกำลังทหารใด ๆ ที่เข้าโจมตีกองกำลังทหารของสหรัฐ ฯ และป้องกันการรุกรานมากยิ่งขึ้น" ได้มีการผ่านมติร่วมอ่าวตังเกี๋ยนี้ภายหลังจากที่กองกำลังทางเรือของเวียดนามเหนือได้ระดมยิงเรือพิฆาต 2 ลำของสหรัฐ ฯ อยู่ก่อนหน้านี้หลายวัน ที่อ่าวตังเกี๋ยซึ่งตั้งอยู่ระหว่างผืนแผ่นดินใหญ่เวียดนามเหนือกับเกาะไฮนันของจีน ประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน(Lyndon B. Johnson) เห็นว่ามติร่วมอ่าวตังเกี๋ยนี้มีความสำคัญมาตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว เขาต้องการใช้มติร่วมนี้เพื่อขีดวงจำกัดสงครามไว้ที่เวียดนามใต้และจะทำการ ตอบโต้หากฝ่ายเวียดนามเหนือทำการโจมตีต่อกองกำลังของสหรัฐ ฯ หลังการเลือกตั้งปี ค.ศ. 1964 และนโยบายนี้ประสบความล้มเหลว ประธานาธิบดีจอห์นสันต้องการจะสยบเสียงของผู้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายนี้ของเขา แต่เขาก็ไม่ได้เลือกใช้นโยบายเพิ่มภาษีหรือประกาศสงคราม มติร่วมอ่าวตังเกี๋ยนี้จึงได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือของเขาเพื่อสนับสนุนความพยายามทางทหารของสหรัฐ ฯ ในเวียดนาม แต่ภายในประเทศสหรัฐฯได้เกิดการจลาจลและการคัดค้านสงครามเวียดนามมากจนประธานาธิบดีจอนห์สันต้องถอนตัวออกจากการลงแข่งขันเป็นประธานาธิบดีเมื่อปี ค.ศ. 1968

ความสำคัญ
การลุกลามของสงครามเวียดนามในท่ามกลางกระแสซึ่งมีทั้งผู้ที่สนับสนุนและผู้ คัดค้านนี้ ได้ส่งผลให้มีการเรียกร้องให้สหรัฐ ฯ รีบเผด็จศึกในเวียดนามและรีบถอนตัวออกมาเสีย ความขัดแย้งภายในเกี่ยวกับการตีความผลประโยชน์แห่งชาตินี้ ได้ส่งผลให้มีการนัดหยุดงาน การประท้วง การเดินขบวน การชุมนุม การก่อม็อบ การใช้ความรุนแรงของตำรวจเข้าปราบปราม ตลอดจนถึงการใช้หน่วยพิทักษ์ชาติระดมยิงนักศึกษาในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ต่าง ๆ จากการที่มีกระแสต่อต้าน "ประธานาธิบดีจักรวรรดินิยม" นี่เอง จึงได้มีการยกเลิกมติร่วมอ่าวตังเกี๋ยเมื่อปี ค.ศ. 1970 และจากประวัติศาสตร์ของมติร่วมอ่าวตังเกี๋ยนี้อีกเหมือนกัน ที่ทำให้สภาคองเกรสเริ่มตั้งข้อสงสัยต่อบทบาทของตนในด้านนโยบายต่างประเทศ เพราะสภาคองเกรสจะทำหน้าที่ทั้งให้การสนับสนุนและใช้ความพยายามขัดขวางการ ขยายอำนาจของประธานาธิบดีในการควบคุมกิจการต่างประเทศ